วันที่5 (11/12/2009)  

... ตามกำหนดแล้ว วันนี้เป็นวันที่เราต้องกลับกรุงเทพ ในตอนเช้ามืด .. เพราะผมก็ติดเรียน เพื่อนอีกคนก็ติดรับปริญญาเพื่อน...แต่ไหนๆ จะชิวก้ขอให้มันสุดๆ เลยดีก่า  ^^.

ตื่นมาในตอนเช้าก้ไม่เจอเพื่อนอีกสองคน มันออกไปล่องแพครับ ปล่อยผม หลับไม่ตื่น.. จริงๆแล้ว แพมันก็นั่งได้สองคน 150บาท  ผมเลยต้องนอนรอในเต๊นท์ไป..

ลงจากปางอุ๋งยังไงให้ save ที่สุด?? ถ้าลงแบบสามัญชนทั่วไป  เราก็ต้องเสีย ทั้งค่ารถลงแม่ฮ่องสอน 70บาท + ค่ารถขาขึ้นที่เจ๊ไม่ได้เก็บด้วย 70บาท >> จากแม่ฮ่องสอนไปเชียงใหม่ 150บาท (แบบถูกและช้าสุด)
ปาไปคนละร่วมๆ 300บ คิดรวมกันสามคน นี่เกือบพัน

พวกเราจึงตัดสินใจโบกรถใครก้มะรุ ลงดีกว่า ทั้งเร็ว เซฟ และชิววว
และก้ให้เพื่อนชัยที่หน้าตาเป็นมิตรสุด เป็นผู้เจรจา ... คันแรกก็ได้ผลครับ พี่เค้าจะลงแม่ฮ่องสอนกัน พวกเราก็ ok ยังดีกว่าลงเอง.. ขนของขึ้นรถเรียบร้อย แต่คุยไปคุยมา พี่เค้าบอกว่า อาจจะถึงเย็นนะ พี่เค้าจะแวะเที่ยวระหว่างทางให้หมด .. พวกเราไม่รุจาเอายังไง เพราะ รถที่แม่ฮ่องสอนไปเชียงใหม่ รุสึกจะหมดบ่าย 3 .. ตัดสินใจถอนทัพดีกว่า หิ้วของลงและเดินไปเรื่อยๆ มองหารถกระบะที่มีคุณสมบัติ 1.ป้ายทะเบียน กทม 2.ของข้างหลังน้อยๆ 3.เตรียมตัวลงเขา ... จนเกือบจะเดินออกหน้าหมู่บ้าน ก็เจอเป้าหมายซึ่งเค้ากำลังจะไป ผมก้ตะโกนให้ "จอด!!!" (อยุ่ไกลมากๆ เค้าไม่ได้ยินแน่ๆ) เหมือนได้ผลครับ..เค้าจอดทันที ฝ่ายเจรจาก้รีบวิ่งเข้าไปชาร์ททันที !!

สบายไปครับ คันนี้เค้ากำลังจะไป ปาย .. ไม่รีรอขนของขึ้นรถและขอบคุณพี่ๆ มากๆ ครับ ..

ระหว่างทางลงเขา เจอรถเจ๊กำลังขึ้นมาด้วย.. บ๊ายบายครับเจ๊ เด๋วทริปหน้ากลับมาให้ค่ารถน๊ะ

ก่อนจะถึงปาย พวกพี่ๆ เค้าก็แวะเที่ยวกันก่อน พวกเราเลยถือโอกาสเที่ยวฟรีไปด้วย :P คนไทยนี่ ใจดีเจงๆ.

ที่แรกครับ ... ภูโคน เค้าบอก เอาโคนมาพอกหน้า แล้วจะแจ่มขึ้น ไม่รุจริงป่าว ผมก้ลองไป 60บาท  หรือถ้าจะซื้อไปพอกเองที่บ้านเป็นแบบผงซักครึ่งกิโล ก็ 3พันบาท

ต่อไป.. ถ้ำปลา .. อันนี้ไม่ได้เดินเ้ข้าไปข้างในครับ ดูแผนที่แล้วรุสึกไกลเว่อร์ เลยนอนอยู่ข้างหน้าทางเข้ารอพี่ๆ เค้าดีกว่า เด๋วเค้าเสร็จก่อนและจะมารอเรา

สุดท้าย.. แวะชมวิว สูดอากาศก่อนถึงปาย ซักเล็กน้อย

มาถึงปาย.. ดูรอบรถไปเชียงใหม่.. ปรากฎว่าไม่ทันครับ เลยต้องนอนที่ปายอีกคืน .. เราเลยเดินกันหาที่กางเต๊นท์ใกล้ๆ ถนนคนเดินครับ สำรวจราคามาแล้ว 80-100บาท/คน เราก็ว่ามันแพงเวอร์เกิน จึงหาที่กางเองก็ได้ ไม่ง้อ.. และก็ได้โลเคชั่นครับ ติดแม่น้ำปาย เป็นที่ของใครก็ไม่รุ เค้าไม่ทำเป็นที่กางเต๊นท์ พวกเราจึงบุกรุกเค้าไปซ่อนของของพวกเราไว้แถวๆ พุ่มไม้ก่อน ดึกๆ ค่อยกลับมากาง เด๋วคนเห็น..

และก็เดินกลับไป ถนนคนเดิน เดินกันให้หายอยาก.. ให้ครบทุกซอกทุกมุม..

ร้านขายน้ำครับ ร้านอื่นขายธรรมดา แก้วละ10บาท ร้านนี้ขายพร้อมกระบอกไม้ไผ่ สลักคำว่า"ปาย" ได้ 25บาท .. คนซื้อบาน

เดินจนเมื่อย.. กลับมาเอาของที่ซ่อนไว้ จัดการกางเต๊นท์แบบเงียบๆๆ และเข้านอนกัน กับ คืนสุดท้ายที่ปาย..

วันที่6 (12/12/2009)   

ตื่นมาตอนเช้า จริงๆ ก็ไม่เช้ามาก ประมาณ 9โมงกว่าๆๆ หมอกที่ปกคลุมแม่น้ำปาย หายไปหมดละ

 

 

จัดการเก็บของอย่างไว เดินไปขนส่งปาย ซื้อตั๋วไปเชียงใหม่ ... และแล้วตั๋วรถตู้และรถมินิบัสเต็มทุกรอบ !!
มีสองทางให้เราตัดสินใจ 1.ซื้อตั๋วรถเมล์เล็กตอนบ่ายสามไว้เลย 2.แย่งขึ้นกันตอนเที่ยง ไปซื้อตั๋วบนรถ.. วัยรุ่นไม่เคยรอครับ จัดการวางแผน ใครถือกระเป๋า ใครบล็อคประตูหน้า ประตูหลัง ต้องขึ้นให้ได้รอบต่อไป !!

ตัวเล็ก ตัวน้อยอย่างพวกเรา ก็แทรกเข้ามาได้เป็นผลสำเร็จ .. แต่คนเยอะมากๆๆ แบบว่า่ล้นรถ

รถวิ่งไปได้ซักระยะนึง เราก็ได้ย้ายมาบนหลังคา ตรงที่เค้าไว้กระเป๋า ถ้าจะเจอด่านก็ต้องลงมาแอบ และค่อยขึ้นไปใหม่ อยู่ข้างบนเราก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์โดยโบกให้รถข้างหลังแซงเราได้ เพราะถ้าจะแซงนี่ยากมากๆ ต้องดูโค้งและรถที่สวนมาดีๆ แต่บรรยากาศนั้น .. อย่างชิวครับ..

ไม่นานก็มาถึงเชียงใหม่ ราวๆ บ่าย 4 ครับ..

จัดการหาที่พัก แถวๆ ขนส่ง และนั่งรถแดงมา ม.เชียงใหม่ เพื่อจะมาหาของกิน และไปสู่จุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ !!

บรรยากาศ หลัง มช. ของกินเยอะมากๆ ราคาก็ไม่แพง อากาศก็เย็นๆ สบาย กว้างขวางมากมาย

เดินไปเรื่อยๆ ก็พบก็ถนน นิมมานเหมินห์ เปรียบได้กลับทองหล่อใน กทม นี่เอง

จุดหมายสุดท้าย !! เดินมาถึงจนได้ monkey club .. ละเลงบนฟอร์ ขยี้เอาแรงออกให้หมดไม่ให้เหลือครับ ก่อนจะกลับ กทม 

let's dance !! อันนี้โซนข้างใน ดนตรีสด ยืนๆ เต้นๆๆ

Chillin ~ โซนนั่งกินเบียร์ชิวๆ

ผับปิด ก็นั่งตุ๊กๆ กลับที่พัก.. แต่ก่อนกลับมันผ่านไนท์ซาฟารีสองที่ ก็แวะชมซะหน่อย..
เสียดายที่ถ่ายภาพมาไม่ได้ .. เค้าห้าม..

 วันที่7 (13/12/2009)   

นอนได้ประมาณ 2ชั่วโมง จำต้องตื่นไปจองตั๋วและจองที่รถไฟ ประมาณ ตี5ครึ่ง
รอบขากลับ คนไม่ค่อยเยอะมาก จะไปเยอะเอาช่วง พิษณุโลกครับ พวกเราก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ กันไป

นั่งรถไฟทั้งวัน จากพระอาทิตย์ขึ้น .. จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า .. อากาศจากเย็นๆ เริ่มร้อน..  แล้วก็ถึง กทม. ในทีุ่สุด..

สรุปทริปนี้ ค่าใช้จ่าย ปาไปคนละประมาณ 2500-3000บาท กับ 1อาทิตย์  มีแต่คนบอกว่าถูก...

 

วันที่3 (9/12/2009) 

...  รีบตื่นมาดูพระอาทิตย์ และทะเลหมอกแต่เช้า แต่ก็ไม่ค่อยเป็นไปตามที่หวัง ผมว่ามันน่าจะสวยได้มากกว่านี้นะ

 

 

 ล้างหน้า แปรงฟันไรต่อไรเสร็จ ก็ขี่รถลงเขาเข้าเมือง ไปจองตั๋วรถขึ้นแม่ฮ่องสอน รอรถออกอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เลยแวะไป coffee in love ที่เค้าล่ำลือกัน ซัดกาแฟไปถ้วยละ 50บ. เจอแต่วิปครีมกะกาแฟขมๆ นิดนึง.. ไม่เป็นที่ประทับใจนัก (ผมคงไม่ใช่คอกาแฟนัก)

 

 

ขึ้นรถเมล์เล็กไปแม่ฮ่องสอน อากาศเย็นสบาย เข้าโค้งแบบช้าๆ สบายๆ ให้คันอื่นแซงไปก่อน กว่าจะขึ้นเขาได้แต่ละเนิน ลุ้นกันแทบแย่ ช่วงแรกๆ คนเบียดกันมากๆ เค้าก็ลงตามทางกันเรื่อยๆ  ใกล้ถึงแม่ฮ่องสอนถึงมีที่นั่ง ใช้เวลาไปกว่า 4ชั่วโมง จนถึงที่หมาย

 

 

ต่อด้วยรถสองแถวขึ้นปางอุ๋ง ราคา 70บาท เจ๊เจ้าของรถ ก็แวะรับบรรดาลูกหลาน ขึ้นปางอุ๋งไปด้วย จากรถสองแถวก็กลายเป็นรถสามแถว คือมี ม้านั่งตรงกลางเพิ่มขึ้นมาด้วย ให้เด็กๆ ตัวเล็กๆ นั่งค่อมเอา ทั้งคนทั้งของ เยอะจนไม่น่าเชื่อว่าจะยัดเข้าไปหมด และก็ยังมีพี่ๆ ที่จะขึ้นไปเที่ยวเหมือนเรานั่งมาด้วย เราก็คุยกันไปตลอดทาง 

 

 

นั่งๆ ยืนๆ คุยกันไปอย่างเมามันส์ ทางขึ้นเขาก็ชันมากๆ ประมาณ 40กว่าโล จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

 

 

และก็ถึงจุดหมายในที่สุด !!  เจ๊แกก็ยังไม่เก็บค่ารถพวกเราครับ แกบอกรอตอนลงค่อยให้ทีเดียว ได้เยอะกว่า... หึหึ ไม่รู้จักพวกเราซะแล้ววว...

ลงจากรถพี่เจ้าของที่พัก ก็พาเราไปบ้านพักที่เพื่อนได้จองไว้ และคืนนี้ก็เป็นฤกษ์ดีที่เราจะได้อาบน้ำกันครั้งแรก แต่อุณภูมิบนเขานั้นมันชั่งบาดใจ... หมู่บ้านข้างบนเค้าอยู่กันเงียบๆ แต่เมื่อพวกเราจำเป็นต้องอาบน้ำ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตะโกนออกมาทุกขันที่ราดน้ำใส่ตัว สุดจาทนจริงๆ อ่ะ..

คืนนั้นก็ออกมาเดินเล่นกันซักพัก และก็เข้านอน...

 

 

 วันที่4 (10/12/2009) 

... ตื่นมาด้วยอากาศที่สุดจะหนาว ประมาณ 8c แต่ก็ต้องตื่น เพราะอยากจะออกไปดูทะเลหมอก
เดินไปเรื่อยๆ ก็พบกับอ่างเก็บน้ำที่ปกคลุมไปด้วยทะเลหมอกบางๆ ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ถ่อมาไกลจาก กทม.

 

 

 มาอีกมุมนึง... ป่าสนกับแสงอาทิตย์..

 

 

 พระอาทิตย์จาขึ้นสูงแล้ววว..

 

 

 เดินเล่นกันจนสายๆ จนติดใจกับบรรยากาศและธรรมชาติที่นี่ พวกเราจึงตกลงกัน จะอยู่ที่นี่อีกคืนโดยกางเต๊นท์นอน

ช่วงเที่ยงๆ ก็ชวนกันไปเดินป่า เพื่อจะไป พระตำหนักปางตอง ..
เดินไปเรื่อยๆ ก็พากันหลงทางถึงสองรอบ ถามชาวบ้านหลายรอบมาก แต่บางคนก็คุยรุเรื่องบ้าง ไม่รุเรื่องบ้าง เค้าบอก สิบห้านาที เดินไปเรื่อยๆ ก็ถึง 

 

 

 ทางเดินก็เป็นแบบลงเขาอย่างเดียว ปาไป 2ชั่วโมง เดินจนเริ่มเย็น ระหว่างทางก็พบกับเด็กนักเรียน ที่ต้องเดินกลับบ้านไปมาทุกวัน พวกเค้าเดินเรื่อยๆ เฮฮากันไป แต่พวกเรานี่หอบรับประทานกันแล้วครับ

 

 

 จนสุดท้าย ก็มาได้แค่ครึ่งทาง พบกับโรงเรียนของเด็กๆ อยู่ท่ามกลางภูเขา เป็นเนินลงไปเลย สวยงาม ธรรมชาติสุดๆ

 

 

 ดูนาฬิกาเริ่มเย็น อากาศเริ่มหนาว พวกเราจึงตัดสินใจเดินกลับกันอย่างไว เพราะถ้ามืดในป่านี่งานเข้า..
ทางเดินขึ้นเขา มันน่าจะนานกว่าตอนลงมา แต่กลายเป็นเดินประมาณ 20นาที ก็ถึงจริงๆ 

กลับมาก็ซัด ผัดฟักแม๊วไข่ปิ้งไปจาน หิวจัด

 

 

 นักท่องเที่ยวมากางเต๊นท์ปานกลาง ไม่ถึงกับแน่นหนา ข้างบนเค้าก็มีเต๊นท์  เตาไฟ ผ้า ให้เช่าหมด ใครที่คิดจะขึ้นมา ก็ต้องติดต่อกับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่แม่ฮ่องสอนซะก่อน แต่ถ้า จะมาอยู่โฮมสเตย์แบบผมคืนแรก อันนี้ต้องจองผ่านชาวบ้าน ซึ่งถ้าไม่รู้จะติดต่อกับชาวบ้านยังไง ก็สามารถจองผ่านศูนย์ศิลปาชีพได้เหมือนกัน

 กางเต๊นท์เสร็จพวกเราก็นั่งเล่น ไพ่ กินเบียร์กันไปชิวๆ.. มีพี่เต๊นท์ข้างๆ ย่างไก่อยู่ เค้าก็เอามาให้.. เราเลยชวนเค้ามานั่งเล่นไพ่ ใครแพ้ซดทีละช็อตๆ กันไป

 

 

... คุยกันไป เล่นกันไป ก็ผลัดกันแพ้กันถ้วนหน้า  แม้อากาศจะหนาว แต่หน้าร้อนหน้าแดงกันทุกคน .. ซัดกันจนเหล้าหมด ก็แยกย้ายกันคานกลับเต๊นท์ของใครของมัน...

 

สวัสดีคร้าบบ.. นี่คือ entry แรกใน exteen หลังจากเห็นเพื่อนๆ ของผมเขียน blog เลยอยากลองเขียนดูมั่ง
จะออกมาดีหรือไม่ดี ยังไงก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับผม !! 

เริ่มจากเรื่องแรก.. แอ่วเหนือ ตะลุย เชียงใหม่ ปาย ต่อด้วย ปางอุ๋ง ใน concept backpacker และด้วยจำนวนเงินที่ save สุดๆ

ตกลงวางแผนกันกับเพื่อนอีก 2 คน สรุปกันว่า... เดินทางไปกลับโดยรถไฟฟรี นอนเต๊นท์ กำหนดเดินทางคร่าวๆ กลับวันที่ 11 (5วัน 4คืน) และที่เหลือค่อยคิดอีกที..

วันที่1 (7/12/2009)
... เดินทางไปหัวลำโพงแต่เช้าเพื่อจองตั๋ว เพราะโทรไปถาม จนท. เค้าบอกให้มาจองแต่เช้าไม่งั้นเต็ม จึงต้องนั่งแท้กซี่ไปจอง (แต่ตอนหลังมารู้ว่ามันไม่มีเต็ม จองช้าก็ได้ตั๋วยืน) จากนั้นก็กลับมาคาฟูร์ซื้อของเตรียมพร้อม หลักๆ ของผมก็คือ เบียร์เย็นๆ ซัดปาย ..

ถึงกำหนดรถออก 14.30น. นั่งแท้กซี่ไปหัวลำโพงเกือบไม่ทัน รถติดมากๆๆ ไม่เหมือนกับตอนเช้าที่ไปจองตั๋ว ลงจากรถปุ๊บ พวกเราใส่เกียร์หมาวิ่งไปสปีด 9 .. โชคดีที่ยังทัน หลังจากก้าวขึ้นรถไฟ เสียงประกาศรถออกก็ดังขึ้นทันที และรถไฟก็เริ่มเคลื่อนออกในทันใด... 

 

ข้างบนรถไฟนั้น เต็มไปด้วยผู้คน ที่จะลงในแต่ละจังหวัดต่างๆ แน่นเต็มคันรถ ขนาดทางเชื่อมยังยืนเบียดกัน พวกเราจึงต้องเดินหาที่ๆ ดีที่สุด เพราะไม่น่าจะทนได้ตั้ง 15ชั่วโมง - -" ... เดินไปเดินมา ก็เจอที่ๆ ไม่มีคน คือ ทางเชื่อมระหว่าง โบกี้ชั้น1และ ชั้น2 ไม่มีใครยืนเลย มัวไปอัดอยู่ตรงชั้น3 กันหมด พวกเราเลยสบายยไป~ (รึป่าว) 

.. นั่งไปได้ประมาณ 2ชั่วโมง รถไฟก็เสียตามสูตร สืบไปสืบมาได้ความว่าหัวรถจักรเสีย คือต้องรอ หัวรถใหม่จากหัวลำโพงวิ่งมา เท่ากับเวลาที่เราเดินทางมา นั่นก้คือรออีก 2ชม. นั่นเอง 
พวกเราก็ลงมานั่งเล่น กินข้าว กินเบียร์ ชวนชาวบ้านคุย ฆ่าเวลากันไป ... 

 

ครบสองชั่วโมง ก็ออกเดินทางสู่เชียงใหม่กันต่ออออ ~~


ผ่านไป อำเภอแล้ว จังหวัดเล่า แต่ละสถานี เราก็ลงมายืดเส้นยืดสายกันแทบจะทุกสถานี แกล้งกันไปมา รถจะออกก็ดันกัน จนโดนพี่ๆ จนท. เค้าด่าตั้งหลายที .. 

 
(ผมเสื้อดำ เพื่อนอีกสองคน ชัย(เสื้อลาย) ฟิมส์(ขาว))

ยิ่งเหนือมากเท่าไหร่ ความหนาวก็ยิ่งมากขึ้น จนถึงอุตรดิต ปากเริ่มสั่น จนต้องหาเสื้อกันหนาว ถุงนอน มาคลุมไว้ .. ถึงลำปางเวลาราวๆ ตี5 เริ่มทนไม่ไหวทั้งหนาว ทั้งง่วง เลยแอบมานอนตรงเก้าอี้ชั้น2 หลับๆ ตื่นๆ จนในที่สุด เวลา 9โมง เราก็ถึงเชียงใหม่ จังหวัดหมีแพนด้าจนได้  ~~..

วันที่2 (8/12/2009)  

 

 

 
... ตื่นมาก็หิวววครับ.. บอกพี่รถแดงไปตลาดหาของกินและก็รอพาเราไปขนส่งด้วยนะคับพี่ 


มื้อแรกของเชียงใหม่ ก็จัดข้าวซอยกันไป และก้เดินหาเหล้าเบียร์และกับแกล้ม เรื่อยเปื่อย..

 

อิ่มแล้วก็มุ่งหน้าไปขนส่งอาเขต หารอบเวลาขึ้นปายที่ดีที่สุด คือรถที่ไปปายและแม่ฮ่องสอน จะมี 3 แบบ

แบบแรกคือ รถเมล์เล็กๆ พัดลม จอดรับคนระหว่างทาง เดินทาง 4ชั่วโมง ราคาตั๋วปาย 70บ.
แบบสองคือ รถเมล์มินิบัส รถแอร์ ไม่จอดรับใคร ราคาตั๋วปาย ประมาณ 130บ.
แบบสามคือ รถตู้ เร็วที่สุด ไปปายประมาณ 3ชั่วโมง ราคา150บ.  

ในตอนแรกเรากะว่าจะไปปางอุ๋งก่อน แล้วค่อยลงมาเที่ยวปาย แต่รอบรถมันไม่พอดี เราจึงเปลี่ยนแผน ไปนอนปายก่อนและวันต่อไปค่อยขึ้นไปปางอุ๋ง... และเวลารอบที่ดีที่สุดก็คือรถตู้ เวลา 10.30น.

 

ขึ้นไปก็นั่งหลับทันที ตื่นมาอีกทีครึ่งทางพอดี ง่วงๆ ตาปรือๆ ก็จัดเบียร์ไปซักป๋อง .. ออกเดินทางต่ออีกครึ่งทาง เบียร์และโค้ง ก็เริ่มออกฤทธิ์ ทำผมแทบอ้วก ต้องเอา ipod มาอุดหู กะหายใจลึกๆ ก็ช่วยได้นิดหน่อย

 

โชคดีที่ถึงปายก่อน ไม่งั้นเลอะเทอะแน่  
ถึงปายช่วงบ่ายๆ เนื่องจากพวกเราไม่เคยมาปายมาก่อน เลยรุสึกแปลกใจหน่อยๆ ที่ได้เห็นเมืองที่อยู่หลังเขาแท้ๆ จะเจริญถึงเพียงนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง สำหรับนักท่องเที่ยว คล้ายๆ หัวหินยังไงยังงั้น เดินไปเรื่อยๆ หาร้านเช่ามอไซร์ ก็เจอราคาเช่าคันละ ร้อย ถูกมากๆ

 

 เช่าเรียบร้อย เราก็ขี่หาที่กางเต๊นท์รอบๆ เมือง จนมาเจอกับลานที่อยู่บนยอดเขา มองลงไปเห็นเมืองปายทั้งเมือง.. ไม่นานก็มีเจ้าของที่ ใส่ผ้าปิดปากเข้ามาถามพวกเราว่าจะกางที่นี่ไหม ค่ากางเต๊นท์แค่คืนละร้อย พวกเราเลยโอเค .. แต่ทำไมมีเต๊นท์เราแค่เต๊นท์เดียว?? ในใจก็คิดว่า ตอนเย็นๆ เดี๋ยวก็คงมีคนมามั้ง

 

กลางเต๊นท์เสร็จก็ลงไปเดินเล่นถนนคนเดิน เจอของกินอะไรแปลกๆ ก็ไม่พลาดจะชิมทุกร้าน และที่สำคัญ ราคามันถูกมากๆ ไม่มีชาร์ทนักท่องเที่ยวเหมือนหลายๆ ที่

 

ผู้คนเดินไปเดินมาเต็มถนนทั้งไทยเทศ แต่ไม่ถึงกับเบียด บวกกับ อากาศเย็นๆ ที่ไม่ถึงกับหนาว มันได้ฟิลชิวๆ ดีจริงๆ .. เดินอยู่ดีๆ ไฟก็ดับๆ ติดๆ (ไฟแดงยังดับ) สงสัยเมืองขยายตัวเร็วเกิน

 

 พี่ตำรวจคนนี้รู้สึกว่าจาไม่ธรรมดาเหมือนกัน เห็นรูปเค้าติดอยู่ในป้ายตรงสี่แยก เค้ามายืนดีดกีต้าร์หาเงินบริจาคเพื่อเด็กๆ ที่ลำบากอยู่บนเขาแหล่ะครับ.. ถึงอากาศจะหนาววว แต่ผมรุ้สึกอบอุ่นจิงๆ .. 

เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปแวะนั่งกิน ขนมปังสังขยา นมสดร้อนๆ ร้านป้า ราคาอย่างถูกและก้อร่อย
ผู้คนที่นี่อัธยาสัยดีมากๆ ร้านค้าแถวนั้นก็รุ้จักกันหมด คนนึงร้องเพลง อีกคนก้ร้องตาม ชิวปาย ~  

 

อิ่มท้องและก้เริ่มง่วง อากาศก็เย็นขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจกลับเต๊นท์ดีกว่า ขี่มอไซร์ขึ้นไปไกลพอสมควรจากถนนคนเดิน ลมหนาวก็ซัดเข้ามา ทำมือผมสั่นซะ.. ขึ้นไปถึง ก็ยังปรากฏว่ายังมีแค่เต๊นท์เราที่กางเพียงเต๊นท์เดียว !!
แต่ผมก็ว่าดี เป็นส่วนตัวโครตๆ.. พวกเราก็ช่วยกันก่อไฟ แต่ก่อยังไงก็ไม่ติด ร่วมครึ่งชั่วโมง ขี้เถ้ากองเต็มพื้น สงสัยพวกเราจะเลือกฟืนผิด ไม้ไม่ดีเลยไม่ติดซักที.. จนเหนื่อยได้ที่ เลยถอดใจ ใช้ไฟถายแทนก้ได้ ..

นั่งกินเบียร์ คุยกัน ไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อขึ้นรถไปแม่ฮ่องสอน เพื่อจะขึ้นปางอุ๋งให้ทัน
วางแผนการเดินทางวันพรุ่งนี้เรียบร้อย พวกเราก็เข้านอนกันบนลานกางเต๊นท์ที่มีเพียงแค่เราสามคนกับแค่หนึ่งเต๊นท์ ....